ระบบฐานข้อมูล
แนวความคิดเกี่ยวกับฐานข้อมูล
ความหมายของฐานข้อมูล
ฐานข้อมูล หมายถึง แหล่งรวมข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน ด้านใดด้านหนึ่ง
ข้อมูลที่จัดเก็บในฐานข้อมูลประกอบด้วย
- เนื้อหาสาระของข้อมูล
- คำอธิบายข้อมูล
ป้ญหาการใช้แฟ้มข้อมูลในการจัดการข้อมูล
การดูแลข้อมูล
- Data redundancy
- Data independence
ปัญหาอื่น ๆ
- Data dispersion
- Resource utilization
ประโยชน์ของฐานข้อมูล
- ลดความซ้ำซ้อน
- ลดความขัดแย้งหรือความแตกต่างกันของข้อมูล
- การพัฒนาระบบงานใหม่ทำให้สะดวกรวดเร็ว
- การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลได้ง่าย
- ทำให้ข้อมูลมีความถูกต้องมากขึ้น
เครื่องมือในการจัดการข้อมูล
ระบบจัดการฐานข้อมูล < Database management systems : DBMS> เป็นโปรแกรมที่อำนวยความสะดวกในการจัดทำ และ การนำข้อมูลจากฐานข้อมูลมาใช้งาน
โครงสร้างของฐานข้อมูล
ฐานข้อมูล ประกอยด้วย แฟ้มข้อมูลมากกว่า 1 แฟ้มขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กัน
โครงสร้างข้อมูลในฐานข้อมูลแบ่งเป็น 2 ลักษณะ
- โครงสร้างเชิงกายภาพ เป็นการกำหนดวิธีการจัดเก็บข้อมูลในสื่อต่าง ๆ เช่น เนื้อที่ ตำแหน่งการจัดเก็บ
- โครงสร้างเชิงตรรกะ เป็นการกำหนดรูปแบบและความสัมพันธ์ของฐานข้อมูล
การศึกษาเบื้องต้นเพื่อจัดทำฐานข้อมูล
- การวิเคราะห์องค์การ > ศึกษานโยบาย วัตถุประสงค์
- กำหนดปัญหาและเงื่อนไข > ศึกษาปัญหาการปฏิบัติงาน ระบบข้อมูล
- กำหนดวัตถุประสงค์
- กำหนดขอบเขต ให้ครอบคลุมงานขององค์การ
วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554
สรุปบทเรียนวิชา สำนักงานอัตโนมัติ ครั้งที่ 7 วันที 28 มกราคม 2553
การจัดการฐานข้อมูล
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับฐานข้อมูล
- แนวคิดเกี่ยวกับข้อมูลในสำนักงาน
ความหมายของข้อมูลและสารสนเทศ
- ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ ข้อมูลอาจเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร ข้อความ เสียง ข้อมูลจะเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นระเบียบ
- สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาประมวลผลเพื่อใช้ประโยชน์ ในการปฎิบัติงานหรือตัดสินใจ เพื่อสนับสนุนในงานที่เกี่ยวข้อง
ประเภทของข้อมูลในสำนักงาน
- ตามลักษณะของข้อมูล
Numeric Data
Character Data/Text
Voice
Graphical Data
Image Data
- ตามการคำนวณในคอมพิวเตอร์
- การจัดการข้อมูลในสำนักงาน
ความจำเป็นของการจัดการข้อมูลในสำนักงาน
- data volume
- data sharing
- data accuracy
- data integrity
- data security
- วิธีใช้ในการจัดการข้อมูล
ความหมายของแฟ้มข้อมูล
- แฟ้มข้อมูล (file / folder) คือ การจัดเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการบันทึกข้อมูลเก็บไว้ในที่เดียวกันในหน้วยความจำสำรอง เช่น ในฮาร์ดดิสก์ ดิสเกดด์ เป็นต้น
โครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลในแฟ้มข้อมูล
- แบบเขตข้อมูลและระเบียนข้อมูล
เขตข้อมูล (field) ประกอบด้วย ตัวเลขหรือตัวอักษรหลายๆ ตัว ที่มีคุณลักษณะเดียวกัน
ระเบียนข้อมูล (record) ประกอบด้วย เขตข้อมูลหลายๆ เขตข้อมูลรวมกัน
แฟ้มข้อมูล (file) ประกอบด้วย ระเบียนข้อมูลหลายๆ ระเบียนรวมกัน
- แบบลิสต์ (list) และอะเรย์ (array)
แบบลิสต์ (list) คือ การกำหนดรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลแบบต่อเนื่องกัน ซึ่งคั่นด้วยอักขระพิเศษ เช่น , เป็นต้น
อะเรย์ (array) คือ การกำหนดค่าเป็นตาราง หรือ แมทริกซ์ ซึ่งแต่ละตำแหน่งแทนความหมายแต่ละเรื่อง
- แบบออบเจ็กต์
ตามลักษณะข้อมูลที่จัดเก็บ
- แฟ้มข้อมูลโปรแกรม (Program file)
- แฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูล (Data file)
ระบบฐานข้อมูล
- แนวคิดเกี่ยวกับฐานข้อมูล
ความหมายของฐานข้อมูล
- ฐานข้อมูล หมายถึง แหล่งรวมข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันในด้านใดด้านหนึ่ง
- ข้อมูลที่จัดเก็บในฐานข้อมูล ประกอบด้วย
- เนื้อหาสาระของข้อมูล คือ ข้อมูลในเรื่องต่างๆ ที่ต้องการ
- คำอธิบายข้อมูล
- แนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลในสำนักงาน
- ตัวอย่างการพัฒนาฐานข้อมูลในสำนักงาน
ระบบความปลอดภัยของข้อมูลในสำนักงาน
- แนวคิดด้านความปลอดภัยของข้อมูล
- ไวรัสคอมพิวเตอร์
- การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับฐานข้อมูล
- แนวคิดเกี่ยวกับข้อมูลในสำนักงาน
ความหมายของข้อมูลและสารสนเทศ
- ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ ข้อมูลอาจเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร ข้อความ เสียง ข้อมูลจะเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นระเบียบ
- สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาประมวลผลเพื่อใช้ประโยชน์ ในการปฎิบัติงานหรือตัดสินใจ เพื่อสนับสนุนในงานที่เกี่ยวข้อง
ประเภทของข้อมูลในสำนักงาน
- ตามลักษณะของข้อมูล
Numeric Data
Character Data/Text
Voice
Graphical Data
Image Data
- ตามการคำนวณในคอมพิวเตอร์
Numeric Data
Non - numeric Data
- ตามแหล่งที่มาของข้อมูล
ภายในองค์กร
ภายนอกองค์กร
- ตามหมวดหมู่เอกสารของสำนักงาน
- ตามคุณสมบัติของจ้อมูล
เชิงปริมาณ
เชิงคุณภาพ
ความสำคัญของข้อมูลต่อสำนักงาน
- การจัดการข้อมูลในสำนักงาน
ความจำเป็นของการจัดการข้อมูลในสำนักงาน
- data volume
- data sharing
- data accuracy
- data integrity
- data security
- วิธีใช้ในการจัดการข้อมูล
ความหมายของแฟ้มข้อมูล
- แฟ้มข้อมูล (file / folder) คือ การจัดเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการบันทึกข้อมูลเก็บไว้ในที่เดียวกันในหน้วยความจำสำรอง เช่น ในฮาร์ดดิสก์ ดิสเกดด์ เป็นต้น
โครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลในแฟ้มข้อมูล
- แบบเขตข้อมูลและระเบียนข้อมูล
เขตข้อมูล (field) ประกอบด้วย ตัวเลขหรือตัวอักษรหลายๆ ตัว ที่มีคุณลักษณะเดียวกัน
ระเบียนข้อมูล (record) ประกอบด้วย เขตข้อมูลหลายๆ เขตข้อมูลรวมกัน
แฟ้มข้อมูล (file) ประกอบด้วย ระเบียนข้อมูลหลายๆ ระเบียนรวมกัน
- แบบลิสต์ (list) และอะเรย์ (array)
แบบลิสต์ (list) คือ การกำหนดรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลแบบต่อเนื่องกัน ซึ่งคั่นด้วยอักขระพิเศษ เช่น , เป็นต้น
อะเรย์ (array) คือ การกำหนดค่าเป็นตาราง หรือ แมทริกซ์ ซึ่งแต่ละตำแหน่งแทนความหมายแต่ละเรื่อง
- แบบออบเจ็กต์
ตามลักษณะข้อมูลที่จัดเก็บ
- แฟ้มข้อมูลโปรแกรม (Program file)
- แฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูล (Data file)
ระบบฐานข้อมูล
- แนวคิดเกี่ยวกับฐานข้อมูล
ความหมายของฐานข้อมูล
- ฐานข้อมูล หมายถึง แหล่งรวมข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันในด้านใดด้านหนึ่ง
- ข้อมูลที่จัดเก็บในฐานข้อมูล ประกอบด้วย
- เนื้อหาสาระของข้อมูล คือ ข้อมูลในเรื่องต่างๆ ที่ต้องการ
- คำอธิบายข้อมูล
- แนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลในสำนักงาน
- ตัวอย่างการพัฒนาฐานข้อมูลในสำนักงาน
ระบบความปลอดภัยของข้อมูลในสำนักงาน
- แนวคิดด้านความปลอดภัยของข้อมูล
- ไวรัสคอมพิวเตอร์
- การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554
การคำนวณสูตรด้วยโปรแกรม Microsoft Excel
การคำนวณสูตรด้วยโปรแกรม Microsoft Excel
โปรแกรม Microsoft Excel มีความสะดวกในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะการคำนวณ บวก ลบ คูณ หาร จัดว่าเป็นพื้นฐานของการคำนวณอย่างยิ่ง การคำนวณผลลัพธ์ที่มีจำนวนหลายเซลล์นั้น โปรแกรม Microsoft Excel สามารถคำนวณได้ด้วยสูตร ซึ่งมีความถูกต้องและชัดเจน
กฎเกณฑ์การคำนวณ
- ทุกครั้งที่ต้องการคำนวณจะต้องพิมพ์เครื่องเท่ากับ (=) ก่อนทุกครั้ง
- เมื่อกำหนดสูตรการคำนวณเรียบร้อยแล้วให้กดแป้น Enter
Sum การคำนวณหาค่าผลรวม
รูปแบบการใช้สูตรในการคำนวณ =สูตร(เซลล์ต้นทาง:เซลล์ปลายทาง) เช่น
average การคำนวณหาค่าเฉลี่ย
รูปแบบการใช้สูตรในการคำนวณ
COUNT ใช้ในการนับจำนวนที่ระบุ
รูปแบบการใช้สูตรในการคำนวณ
MAX หาค่าที่สูงสุดในกลุ่มของตัวเลข
รูปแบบการใช้สูตรในการคำนวณ
MIN หาค่าที่ต่ำสุดในกลุ่มของตัวเลข
รูปแบบการใช้สูตรในการคำนวณ
IF ใช้ทดสอบเงื่อนไข
รูปแบบการใช้ฟังก์ชั่นในการคำนวณ =IF(อ้างอิงเซลล์/เครื่องหมายอ้างอิง/ขอบเขตที่1,“ผลลัพธ์”, IF(อ้างอิงเซลล์/เครื่องหมายอ้างอิง/ขอบเขตที่2,“ผลลัพธ์”, IF(อ้างอิงเซลล์/เครื่องหมายอ้างอิง/ขอบเขตที่3,“ผลลัพธ์”,....., IF(อ้างอิงเซลล์/เครื่องหมายอ้างอิง/ขอบเขตที่n,“ผลลัพธ์”, “ผลลัพธ์ที่ไม่อยู่ในขอบเขต”)))...)n กดแป้น Enter
หมายเหตุ n แทน ขอบเขตสุดท้ายที่ต้องการค้นหา
โดย logical_test คือ เงื่อนไขที่จะทำการตรวจสอบ value_if_true คือ สิ่งที่จะกระทำ หรือ ผลที่จะ
เกิด เมื่อเงื่อนไขที่ตรวจสอบเป็นจริง
value_if_false คือ สิ่งที่จะกระทำ หรือ ผลที่
จะเกิด เมื่อเงื่อนไขที่ตรวจสอบเป็นเท็จ
COUNTIF การนับจำนวนเซลล์ภายในช่วงให้ตรงตามเงื่อนไข
รูปแบบการใช้ฟังก์ชั่นในการคำนวณ =COUNIF(อ้างอิงเซลล์ต้นทาง:อ้างอิงเซลล์ต้นปลายทาง,“ผลลัพธ์ที่ต้องการหา”)
COUNTA ใช้นับจำนวนเซลล์ที่ไม่ใช่เซลล์ว่าง
รูปแบบการใช้สูตรในการคำนวณ
รูปแบบการใช้สูตรในการคำนวณ
SUMIF หาค่าผลรวมตามเงื่อนไข
รูปแบบการใช้สูตรในการคำนวณ
ฟังก์ชันค้นหาและอ้างอิง
ฟังก์ชัน Hlookup เป็นวิธีการค้นหาค่าในแถวบนสุดของตารางหรือ อาร์เรย์ของค่า และส่งกลับในคอลัมน์เดียวกันจากแถวที่ระบุ
HLOOKUP(lookup_value,table_array,row_index_num,…)
lookup_value คือ ค่าที่เป็นที่จะค้นหาในตารางข้อมูล โดยค่านี้ จะเป็นค่า หรือ การอ้างอิง หรือ ข้อความก็ได้ โดยจะไปค้นจากแถวแรกของ table_array
table_array คือตารางข้อมูล หรือ ฐานข้อมูล ที่จะเข้าไปค้นหา โดยมีการเก็บข้อมูลในแนวนอน
row_index_num คือหมายเลขของแถว ในตารางtable_array ที่ต้องการค่าในแถวนี้ส่งกลับมาเป็นผลลัพธ์ของการทำงานของฟังก์ชัน
range_lookup คือ ค่าทางตรรกะ ซึ่งมี 2 ค่า True กับ False ถ้าเป็น True หรือ อาจละไว้ไม่ใส่
เมื่อฟังก์ชันทำงานจะส่งค่าที่อยู่ในแถว ที่กำหนดในสดมภ์เดียวกับค่าที่ใช้ค้นหา หรือค่าที่ใกล้เคียงที่สุดกลับมา แต่ถ้า range_lookup เป็น False จะส่งเฉพาะค่าในแถวที่ระบุ และอยู่ในสดมภ์เดียวกับค่าที่ค้นหามาให้ ถ้าไม่มีจะรายงานความผิดพลาดว่า #N/A ถ้า range_lookup เป็น true ค่าที่อยู่ในแถวแรก ของ table_array จะต้องเรียงจากน้อยไปมาก แต่ถ้าเป็น false ไม่จำเป็นต้องเรียง
ฟังก์ชั่น VLOOKUP สำหรับการค้นหาข้อมูลในคอลัมน์ที่กำหนด
lookup_value คือ ค่าที่จะค้นหาจากสดมภ์แรกของตารางหรือฐานข้อมูลที่ระบุ ซึ่งอาจเป็นค่า เป็นการอ้างอิง หรือข้อความใด ๆ
table_array คือ ตารางหรือฐานข้อมูลที่จะถูกค้นหาค่าที่ต้องการ ซึ่งตารางหรือฐานข้อมูลนี้เก็บข้อมูลในแนวสดมภ์ หรือแถวตั้ง
col_index_num คือ หมายเลขสดมภ์ของตารางข้อมูลที่ระบุให้นำข้อมูลในสดมภ์นี้ส่งกลับไปยังตำแหน่งที่ตั้งของสูตร ที่ใช้ฟังก์ชัน Vlookup โดยสดมภ์นี้จะอยู่ในแถวเดียวกับค่าที่ถูกค้นหา โดยหมายเลขสดมภ์จะนับจากซ้ายไปขวาของตารางข้อมูล
range_lookup คือ ค่าตรรกะที่ระบุให้ฟังก์ชัน มี 2 ค่า คือ True ซึ่งอาจละไว้ไม่ใส่ กับ False โดยถ้าใช้ True หรือละไว้ไม่ใส่ จะส่งค่าที่ตรงกับค่าที่ค้นหา ถ้าไม่พบจะส่งค่าที่ตรงกับค่าใกล้เคียงที่สุดไปให้ โดยตารางข้อมูลค่าในสดมภ์ที่ค้นหา ต้องเรียงจากน้อยไปมาก หากระบุ ramge_lookup เป็น False จะค้นหาและส่งค่าที่ตรงกับของค่าที่ค้นหาเท่านั้น หากไม่พบจะแสดงความผิดพลาดว่า #N/A มาให้
ทำความรู้จัก Function LEFT,MID, RIGHT
Function?LEFT, MID, RIGHT?ทั้ง 3 คำสั่งนี้ ใช้สำหรับการดึงข้อมูลบางส่วนจากเซลล์ที่กำหนดมาแสดงในเซลล์ที่เราต้องการ? เป็นการแนะนำทั้ง?3 ฟังก์ชั่นที่ใกล้เคียงและมีความสัมพันธ์กัน?ทั้งนี้?เพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนในแต่ละฟังก์ชั่น
รูปแบบ LEFT(text,num_chars)
· text?หมายถึง เซลล์ที่ต้องการดึงข้อมูล
· num_chars หมายถึง จำนวนตัวอักษรที่ต้องการดึงโดยเริ่มต้นนับจากตัวอักษรทางซ้ายมือ
รูปแบบ MID(text,start_num,num_chars)
· text?หมายถึง เซลล์ที่ต้องการดึงข้อมูล
· start_num หมายถึง ตำแหน่งของตัวอักษรแรกที่ต้องการดึงมาแสดง
· num_chars หมายถึง จำนวนตัวอักษรที่ต้องการดึงมาแสดง
รูปแบบ RIGHT(text,num_chars)
· text?หมายถึง เซลล์ที่ต้องการดึงข้อมูล
· num_chars หมายถึง จำนวนตัวอักษรที่ต้องการดึงโดยเริ่มต้นนับจากตัวอักษรทางขวามือ
ฟังก์ชัน PMT
ฟังก์ชัน PMT ใช้ในการคำนวณหายอดชำระเงินกู้ในแต่ละงวด ซึ่งวิธีนี้สามารถกำหนดจำนวนงวดที่จะต้องจ่าย
โดยฟังก์ชัน PMT จะคำนวณจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายในแต่ละงวดให้
โดยฟังก์ชัน PMT จะคำนวณจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายในแต่ละงวดให้
ตัวอย่างการใช้ฟังก์ชัน PMT
ถ้ากู้เงินจากธนาครมาเพื่อลงทุนค้าขายจำนวน 300,000 บาท กำหนดผ่อนชำระคืนภายในกำหนด 7 ปี ซึ่งทางธนาครคิดดอกเบี้ยร้อยล่ะ 5 ต่อปี จะต้องผ่อนชำระเดือนล่ะเท่าไร
ถ้ากู้เงินจากธนาครมาเพื่อลงทุนค้าขายจำนวน 300,000 บาท กำหนดผ่อนชำระคืนภายในกำหนด 7 ปี ซึ่งทางธนาครคิดดอกเบี้ยร้อยล่ะ 5 ต่อปี จะต้องผ่อนชำระเดือนล่ะเท่าไร
ฟังก์ชัน FV
ฟังก์ชัน FV ใช้ในการคำนวณหามูลค่าเงินในอนาคต (Future Value) เช่น จำนวนเงินทั้งหมดที่จะได้รับจากเงินฝากประจำ หรือการลงทุนอื่น ๆ เพื่อที่จะคำนวณถึงผลตอบแทนที่จะได้รับจากเงินฝากประจำ หรือการลงทุนอื่น ๆ เพื่อที่จะคำนวณถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ
ตัวอย่าง
ต้องการฝากเงินเดือนละ 2,0 00 บาท อัตราดอกเบี้ย 6.75% ต่อปีเป็นเวลา 1 ปี โดยฝากในวันแรกของทุกเดือน ให้คำนวณหาเงินสุทธิที่จะได้รับเงินในอนาคต (FV) จะได้ผลลัพธ์ดังนี้
ฟังก์ชัน NPER
ฟังก์ชัน NPER ใช้ในการคำนวณหาระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการลงทุน เช่น การใช้หาจำนวนงวดเพื่อให้ได้จำนวนเงิน ฝากที่ต้องการในอนาคต ว่าจะต้องใช้ระยะเวลากี่ปี ดังนี้
ตัวอย่าง
คุณสุดสวยได้รับเงินส่วนแบ่งจากมรดก จำนวน 800,000 บาท จึงนำเงินไปฝากบัญชีประจำ 12 เดือน โดยจะฝากงวดละ 50,000 บาท เพื่อให้มีเงินเก็บในอนาคต 3,000,000 บาท (อัตราดอกเบี้ยคงที่ 12.5% ต่อปี) การคำนวณหาจำนวนงวดที่คุณสุดสวยจะต้องฝากเงิน (NPER) มีดังนี้
จากตัวอย่างจะเห็นว่าคุณสุดสวยฝากเงินปีละ 50,000 บาท สิ้นปีที่ 9 ก็จะได้รับเงินตามที่ต้องการได้ ซึ่งเป็นเงินที่ลงทุน ไปทั้งสิ้น (50,000 X 9) + 800,000 = 1,250,000 บาท
ฟังก์ชั่น IRR(values,guess) ย่อมาจาก Internal Rate of Return
–values = กระแสเงินสดจ่ายสุทธิ และกระแสเงินสดรับรายปีตลอดอายุโครงการ โดยจะต้องมีค่าลบ 1 ค่า และค่าบวกอย่างน้อย 1 ค่า
–guess = เป็นอัตราการปรับลด ถ้าไม่กำหนดโปรแกรมจะ เริ่มต้น เช่น 0.1 เท่ากับ 10เปอร์เซ็นต์ ให้ทันที
วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553
สรุปบทเรียนวิชา สำนักงานอัตโนมัติ ครั้งที่ 6 วันที่ 14 ธ.ค. 53
ระบบสารสนเทศของสำนักงานอัติโนมัติ
บทบาทหน้าที่หลักของสำนักงาน
- การจัดการข่าวสารให้กับบุคลากรในองค์กรให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทะฺภาพรวดเร็ว
- เชื่อมโยงการทำงานระหว่างกันในทุกระดับ ทุกหน้าที่ ตลอดจนการทำงานขององค์กร
- เชื่อมโยงเกี่ยวกับองค์กรภายในหรือองค์กรภายนอก รวมถึงบริษัท ห้างร้าน องค์กรเอกชนและรัฐบาล
ระบบสารสนเทศในสำนักงาน (OIS) มี 2 แบบ
- IS คือ Information System เกิดก่อนระบบสารสนเทศ
- IT คือ Information Technology มีหน้าที่เข้าไปสนับสนุน การทำงานของระบบสารสนเทศ
มี 4 ด้าน
- DMS ระบบการจัดการด้านเอกสาร
- MHS ระบบด้านการจัดการข่าวสาร
- TS ระบบประชุมทางไกล
- OSS ระบบสนับสนุนสำนักงาน
วงจรการจัดการเอกสาร
ผลิต > จัดเก็บ (ทำเป็นแฟ้ม , บันทึกแบบสื่ออิเล็กอิเล็กทรอนิกส์ ) > นำไปใช้ > บำรุงรักษา > ทำลาย
ระบบการจัดการด้านเอกสาร (Document Management Systems : DMS)
- ระบบประมวลผลคำ (Word Processing System)
- ระบบประมวลผลภาพ (Image Processing System)
- ระบบจัดพิมพ์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Publishing)
- การทำสำเนาเอกสาร (Reprographics)
- การจัดเก็บเอกสาร จดหมายเหตุ (Archive Storage)
บทบาทหน้าที่หลักของสำนักงาน
- การจัดการข่าวสารให้กับบุคลากรในองค์กรให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทะฺภาพรวดเร็ว
- เชื่อมโยงการทำงานระหว่างกันในทุกระดับ ทุกหน้าที่ ตลอดจนการทำงานขององค์กร
- เชื่อมโยงเกี่ยวกับองค์กรภายในหรือองค์กรภายนอก รวมถึงบริษัท ห้างร้าน องค์กรเอกชนและรัฐบาล
ระบบสารสนเทศในสำนักงาน (OIS) มี 2 แบบ
- IS คือ Information System เกิดก่อนระบบสารสนเทศ
- IT คือ Information Technology มีหน้าที่เข้าไปสนับสนุน การทำงานของระบบสารสนเทศ
มี 4 ด้าน
- DMS ระบบการจัดการด้านเอกสาร
- MHS ระบบด้านการจัดการข่าวสาร
- TS ระบบประชุมทางไกล
- OSS ระบบสนับสนุนสำนักงาน
วงจรการจัดการเอกสาร
ผลิต > จัดเก็บ (ทำเป็นแฟ้ม , บันทึกแบบสื่ออิเล็กอิเล็กทรอนิกส์ ) > นำไปใช้ > บำรุงรักษา > ทำลาย
ระบบการจัดการด้านเอกสาร (Document Management Systems : DMS)
- ระบบประมวลผลคำ (Word Processing System)
- ระบบประมวลผลภาพ (Image Processing System)
- ระบบจัดพิมพ์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Publishing)
- การทำสำเนาเอกสาร (Reprographics)
- การจัดเก็บเอกสาร จดหมายเหตุ (Archive Storage)
ระบบประมวลผลคำ (Word Processing System)
คือ ระบบการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เมื่อนำข้อความเข้าเครื่องเก็บรักษาข้อความไว้ในเครื่อง ดัดแปลงแก้ไข ปรับปรุง ข้อความ และจัดพิมพ์ข้อความเป็นเอกสาต่าง ๆ เช่น Microsoft word Wordstar เป็นต้น
คือ ระบบการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เมื่อนำข้อความเข้าเครื่องเก็บรักษาข้อความไว้ในเครื่อง ดัดแปลงแก้ไข ปรับปรุง ข้อความ และจัดพิมพ์ข้อความเป็นเอกสาต่าง ๆ เช่น Microsoft word Wordstar เป็นต้น
ระบบประมวลผลภาพ (Image Processing System)
- บางครั้งเรียกว่า ระบบการจัดการภาพอิเล็กทรอนิกส์ (electronic image management system)
- เป็นระบบที่มีการประมวลผลโดยอาศัยรูปภาพ โดยอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถนำรูปภาพจากเอกสารต่างๆ มาเก็บไว้ในฐานข้อมูล และสามารถเรียกกลับมาดัดแปลงใช้งานได้ใหม่ในโอกาสต่อไปได้ ตัวอย่างโปรแกรมประเภทนี้ได้แก่ Adobe PageMaker เป็นต้น
ระบบจัดพิมพ์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Publishing)
เป็นชุดคำสั่งที่ทำให้ผู้ใช้สามารถทำรายงานวารสาร แผ่นพับ หรือเอกสารสิ่งพิมพ์ที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับการผลิตโดยมืออาชีพได้ เพราะผู้ใช้สามารถออกแบบและจัดได้ตามใจ เพียงใส่ตัวหนังสือ รูปภาพ หรือลวดลายลงบนหน้ากระดาษ แล้วจัดเรียง ตัวอย่างโปรแกรมได้แก่ Microsoft PowerPoint เป็นต้น
การทำสำเนาเอกสาร (Reprographics)
- เป็นการผลิตเอกสารชนิดเดียวกันพร้อมกันหลายๆ ชุดเพื่อใช้แจกจ่ายหรือเผยแพร่ทั้งภายในและภายนอก สำนักงานได้อย่างรวดเร็ว ข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดเจนคือ สามารถสร้างสำเนาได้สะดวก มีการโต้ตอบ ถ่ายพิมพ์แบบย่อหรือขยายได้ หรือจะมีการพิมพ์สองด้านรวมข้อความพร้อมภาพ หรือแม้กระทั่้งการจัดลำดับหน้าก็ทำได้เช่นกัน
การจัดเก็บเอกสารจดหมายเหตุ
จัดเก็บรักษาด้วยหน่วยเก็บข้อมูลสำรองในรูปแบบต่างๆ เช่น เทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape) ไมโครฟีล์ม (Microfilm) เป็นต้น
- บางครั้งเรียกว่า ระบบการจัดการภาพอิเล็กทรอนิกส์ (electronic image management system)
- เป็นระบบที่มีการประมวลผลโดยอาศัยรูปภาพ โดยอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถนำรูปภาพจากเอกสารต่างๆ มาเก็บไว้ในฐานข้อมูล และสามารถเรียกกลับมาดัดแปลงใช้งานได้ใหม่ในโอกาสต่อไปได้ ตัวอย่างโปรแกรมประเภทนี้ได้แก่ Adobe PageMaker เป็นต้น
ระบบจัดพิมพ์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Publishing)
เป็นชุดคำสั่งที่ทำให้ผู้ใช้สามารถทำรายงานวารสาร แผ่นพับ หรือเอกสารสิ่งพิมพ์ที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับการผลิตโดยมืออาชีพได้ เพราะผู้ใช้สามารถออกแบบและจัดได้ตามใจ เพียงใส่ตัวหนังสือ รูปภาพ หรือลวดลายลงบนหน้ากระดาษ แล้วจัดเรียง ตัวอย่างโปรแกรมได้แก่ Microsoft PowerPoint เป็นต้น
การทำสำเนาเอกสาร (Reprographics)
- เป็นการผลิตเอกสารชนิดเดียวกันพร้อมกันหลายๆ ชุดเพื่อใช้แจกจ่ายหรือเผยแพร่ทั้งภายในและภายนอก สำนักงานได้อย่างรวดเร็ว ข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดเจนคือ สามารถสร้างสำเนาได้สะดวก มีการโต้ตอบ ถ่ายพิมพ์แบบย่อหรือขยายได้ หรือจะมีการพิมพ์สองด้านรวมข้อความพร้อมภาพ หรือแม้กระทั่้งการจัดลำดับหน้าก็ทำได้เช่นกัน
การจัดเก็บเอกสารจดหมายเหตุ
จัดเก็บรักษาด้วยหน่วยเก็บข้อมูลสำรองในรูปแบบต่างๆ เช่น เทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape) ไมโครฟีล์ม (Microfilm) เป็นต้น
ระบบการจัดการด้านข่าวสาร (Message - Handling Systems : MHS)
- ระบบโทรสาร (facsimile (fax) systems)
- ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic mail)
- ไปรษณีย์เสียง (Voice mail)
ระบบโทรสัมมนา หรือการประชุมทางไกล (Teleconferencing System : TS)
ประโยชน์
- จัดนัดประชุมได้รวดเร็วสนองตอบความเร่งด่วน
- เพิ่้มผลผลิตของผู้เข้าร่วมประชุม เพราะลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหาร
- การประชุมมีวินัยและมีประสิทธิภาพ
- ใช้ในการสัมภาษณ์งาน
- ระบบโทรสาร (facsimile (fax) systems)
- ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic mail)
- ไปรษณีย์เสียง (Voice mail)
ระบบโทรสัมมนา หรือการประชุมทางไกล (Teleconferencing System : TS)
ประโยชน์
- จัดนัดประชุมได้รวดเร็วสนองตอบความเร่งด่วน
- เพิ่้มผลผลิตของผู้เข้าร่วมประชุม เพราะลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหาร
- การประชุมมีวินัยและมีประสิทธิภาพ
- ใช้ในการสัมภาษณ์งาน
ประเภท ระบบโทรสัมมนาหรือการประชุมทางไกล
- การประชุมด้วยภาพและเสียง (Video Conferencing)
- การประชุมด้วยเสียง (Audio Conferencing)
- การประชุมด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Conferencing)
- โทรทัศน์ภายใน (In-House Television)
- ระบบสื่อสารทางไกล (Telecommuting)
ระบบสนับสนุนสำนักงาน (Office Support Systems : OSS)
- กรุ๊ปแวร์ (groupware)
- กราฟิกเพื่อการนำเสนอ (presentation graphics)
- ระบบสนับสนุนสำนักงานอื่น ๆ
กรุ๊ปแวร์ (groupware)
คือ แนวคิดในการใช้งานระบบส่วนชุดคำสั่งและสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่จะมีการโต้ตอบกันระหว่างผู้ใช้ในระบบได้
องค์ประกอบของกรุ๊ปแวร์ มีอยู่ 4 ส่วนได้แก่
- ผู้ใช้
- มาตรฐาน
- ตัวเครื่อง
- ส่วนชุดคำสั่ง
การสร้างลำดับการทำงาน (workflow)
หมายถึงการทำงานเป็นระบบทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มตามหน้าที่และมีลำดับที่ชัดเจน ประโยชน์ที่ได้รับคือ
- ลดระยะเวลาการทำงาน
- ลดค่าใช้จ่าย
- ลดการใช้กระดาษและการถ่ายเอกสาร
- ลดขนาดสำนักงาน ทั้งนี้เพราะเมื่อลดการใช้กระดาษก็จะทำให้พื้นที่ใช้งานลดลง
- การจัดงานและการบริหารสะดวกขึ้น
ตัวอย่างการสร้างลำดับการทำงาน
- การประชุมด้วยภาพและเสียง (Video Conferencing)
- การประชุมด้วยเสียง (Audio Conferencing)
- การประชุมด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Conferencing)
- โทรทัศน์ภายใน (In-House Television)
- ระบบสื่อสารทางไกล (Telecommuting)
ระบบสนับสนุนสำนักงาน (Office Support Systems : OSS)
- กรุ๊ปแวร์ (groupware)
- กราฟิกเพื่อการนำเสนอ (presentation graphics)
- ระบบสนับสนุนสำนักงานอื่น ๆ
กรุ๊ปแวร์ (groupware)
คือ แนวคิดในการใช้งานระบบส่วนชุดคำสั่งและสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่จะมีการโต้ตอบกันระหว่างผู้ใช้ในระบบได้
องค์ประกอบของกรุ๊ปแวร์ มีอยู่ 4 ส่วนได้แก่
- ผู้ใช้
- มาตรฐาน
- ตัวเครื่อง
- ส่วนชุดคำสั่ง
การสร้างลำดับการทำงาน (workflow)
หมายถึงการทำงานเป็นระบบทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มตามหน้าที่และมีลำดับที่ชัดเจน ประโยชน์ที่ได้รับคือ
- ลดระยะเวลาการทำงาน
- ลดค่าใช้จ่าย
- ลดการใช้กระดาษและการถ่ายเอกสาร
- ลดขนาดสำนักงาน ทั้งนี้เพราะเมื่อลดการใช้กระดาษก็จะทำให้พื้นที่ใช้งานลดลง
- การจัดงานและการบริหารสะดวกขึ้น
ตัวอย่างการสร้างลำดับการทำงาน
วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553
สรุปบทเรียนวิชา สำนักงานอัตโนมัติ ครั้งที่ 5 วันที่ 7 ธ.ค. 53
เทคโนโลยีสำนักงาน
Office Technology
การเปลี่ยนแปลงข้อมูลเข้าสู่ยุคเครื่องจักรของสำนักงานอัตโนมัติ
- เครื่องพิมพ์ดีด
- เครื่องพิมพ์ดีดอัตโนมัติ
- MT/ST (Magnetic Tape/Selectric Type Writer) และ MC/ST (Magnetic Card/Selectric Type Writer)
- เครื่องประมวลผลคำ (Word processing)
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (COMPUTER TECHNOLOGY)
- ปี 1940 ถูกใช้ในทางวิชาการและทางทหาร
- ปี 1954 นำ UNIVAC มาใช้ในทางํํํธุรกิจเป็นเครื่องแรก
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถรับข้อมูลและคำสั่งแล้วนำไปประมวลผล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
- หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)
- หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
- หน่วยแสดงผล (Output Unit)
- หน่วยความจำสำรอง (Secondary Storage Unit)
การติดต่อสื่อสารในสำนักงาน
- การติดต่อสื่อสารเป็นกระบวนการในการส่งหรือสื่อและแสดงข้อมูลทั้งที่เป็นคำพูด และ ไม่ใช่คำพูด
- ผู้บริหารสำนักงานควรให้ความสำคัญกับการติดต่อสื่อสารที่มีผลกระทบโดยตรงต่อตัวบุคคลและระบบเครือข่าย
กระบวนการติดต่อสื่อสาร
- ผู้ส่ง (Sender) เป็นต้นทางของการสื่อสารข้อมูล
- การใส่รหัส (Encode) เป็นการเรียบเรียงจัดการในรูปแบบของสัญลักษณ์ (เช่น คำพูด ตัวเลข) เพื่อแปลงสภาพส่งต่อไปยังผู้รับ
- ผู้รับ (Receiver) หน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาให้ และพิจารณาข่าวสารโดยถอดรหัส
- การถอดรหัส (Decode) เป็นการแปลงหรือถอดความข่าวสาร
- เสียงรบกวน (Noise) เป็นอุปสรรคที่ทำให้การติดต่อสื่อสารไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
ประเภทการติดต่อสื่อสาร แบ่งตามโครงสร้างองค์การ
- Downward เป็นการติดต่อสื่อสารจากระดับบนสู่ระดับล่าง
- Upward เป็นการติดต่อสื่อสารจากระดับล่างสู่ระดับบน ตามสายการบังคับบัญชา
- Lateral เป็นการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ส่งและผู้รับ ในระดับเดียวกันตามสายงาน
<< ภาพทิศทางการติดต่อสื่อสาร >>
ประเภทการติดต่อสื่อสาร แบ่งตามเป้าหมายในการติดต่อสื่อสาร
- Internal เป็นการติดต่อสื่อสารภายในองค์การ ซึ่งใช้สื่อภายในสำนักงาน
- External เป็นการติดต่อสื่อสารภายนอกองค์การ
ประเภทการติดต่อสื่อสาร แบ่งตามรูปแบบ
- Verbal เป็นการติดต่อสื่อสารประกอบด้วยคำ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหรือการพูด
- Nonverbal เป็นการติดต่อสื่อสารที่ใช้ท่าทาง ทัศนคติ และอารมณ์ความรู้สึก หรือแม้แต่กิริยาอาการสัมผัส
ประเภทการติดต่อสื่อสาร แบ่งตามลักษณะการติดต่อสื่อสาร
- Formal เป็นการติดต่อสื่อสารแบบเป็นทางการ
- Informal เป็นการติดต่อสื่อสารแบบไม่เป็นทางการ เกิดขึ้นตามสถานการทั่วไป
อุปสรรคในการติดต่อสื่อสาร
- อุปสรรคจากคน และ สื่อที่ใช้
อุปสรรคจากองค์การและสื่อ
- บรรยากาศและสภาพแวดล้อมในสำนักงาน
- สื่อในการติดต่อสื่อสาร
- เวลา
- ระยะทาง
การติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
- จัดรูปแบบการติดต่อในสำนักงานให้ทันสมัย
- พัฒนาและปรับปรุงความชำนาญในการติดต่อสื่อสาร
- ลดกระแสต่อต้านเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการติดต่อสื่อสาร
- ลดอุปสรรคในการติดต่อสื่อสาร
- จัดทำประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสาร
เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร
- ความสามารถในการสร้าง เก็บ ปฏิบัติการ และสื่อสารทุกรูปแบบ
- ความเร็ว
- เทคโนโลยีใหม่ๆ
ผลกระทบของเทคโนโลยีในสำนักงาน
- ผลิตภาพและการจ้างงาน
- การกระจายและการรวมงาน
- ความได้เปรียบเชิงแข่งขัน และ ความเสี่ยง
- ข้อมูลข่าวสารมากเกินไป ทำให้เกิดผลกระทบต่อเวลา
- ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
- ความชำนาญงานที่ต้องการ
ระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสำนักงาน
ระบบเครือข่ายในทางคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีข้อมูล หมายถึง การสื่อสารข้อมูลหรือสารสนเทคระหว่างคอมพิวเตอร์ซึ่งมีใช้อยู่ในที่ต่างๆ กัน เช่น สำนักงาน ระหว่างองค์การต่างๆ
รูปแบบของระบบเครือข่าย
- เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ที่ใช้กันทั่วโลก
- อินทราเน็ต (Intranet) เป็นเครือข่ายที่ใช้ภายในองค์การหรือหน่วยงาน บุคคลภายในสามารถเข้าดูข้อมูลได้เท่านั้น
- เอ็กซ์ทราเน็ต (Extranet) เป็นเคือข่ายที่ใช้ภายในองค์การ แต่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้งานได้ มีลักษณะการเชื่อมต่อ 2 ประเภท
>> การเชื่อมต่อโดยตรง (Direct Link)
>> การเชื่อมต่อเครือข่ายเสมือน (Virtual Network)
Office Technology
การเปลี่ยนแปลงข้อมูลเข้าสู่ยุคเครื่องจักรของสำนักงานอัตโนมัติ
- เครื่องพิมพ์ดีด
- เครื่องพิมพ์ดีดอัตโนมัติ
- MT/ST (Magnetic Tape/Selectric Type Writer) และ MC/ST (Magnetic Card/Selectric Type Writer)
- เครื่องประมวลผลคำ (Word processing)
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (COMPUTER TECHNOLOGY)
- ปี 1940 ถูกใช้ในทางวิชาการและทางทหาร
- ปี 1954 นำ UNIVAC มาใช้ในทางํํํธุรกิจเป็นเครื่องแรก
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถรับข้อมูลและคำสั่งแล้วนำไปประมวลผล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
- หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)
- หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
- หน่วยแสดงผล (Output Unit)
- หน่วยความจำสำรอง (Secondary Storage Unit)
การติดต่อสื่อสารในสำนักงาน
- การติดต่อสื่อสารเป็นกระบวนการในการส่งหรือสื่อและแสดงข้อมูลทั้งที่เป็นคำพูด และ ไม่ใช่คำพูด
- ผู้บริหารสำนักงานควรให้ความสำคัญกับการติดต่อสื่อสารที่มีผลกระทบโดยตรงต่อตัวบุคคลและระบบเครือข่าย
กระบวนการติดต่อสื่อสาร
- ผู้ส่ง (Sender) เป็นต้นทางของการสื่อสารข้อมูล
- การใส่รหัส (Encode) เป็นการเรียบเรียงจัดการในรูปแบบของสัญลักษณ์ (เช่น คำพูด ตัวเลข) เพื่อแปลงสภาพส่งต่อไปยังผู้รับ
- ผู้รับ (Receiver) หน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาให้ และพิจารณาข่าวสารโดยถอดรหัส
- การถอดรหัส (Decode) เป็นการแปลงหรือถอดความข่าวสาร
- เสียงรบกวน (Noise) เป็นอุปสรรคที่ทำให้การติดต่อสื่อสารไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
ประเภทการติดต่อสื่อสาร แบ่งตามโครงสร้างองค์การ
- Downward เป็นการติดต่อสื่อสารจากระดับบนสู่ระดับล่าง
- Upward เป็นการติดต่อสื่อสารจากระดับล่างสู่ระดับบน ตามสายการบังคับบัญชา
- Lateral เป็นการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ส่งและผู้รับ ในระดับเดียวกันตามสายงาน
<< ภาพทิศทางการติดต่อสื่อสาร >>
ประเภทการติดต่อสื่อสาร แบ่งตามเป้าหมายในการติดต่อสื่อสาร
- Internal เป็นการติดต่อสื่อสารภายในองค์การ ซึ่งใช้สื่อภายในสำนักงาน
- External เป็นการติดต่อสื่อสารภายนอกองค์การ
ประเภทการติดต่อสื่อสาร แบ่งตามรูปแบบ
- Verbal เป็นการติดต่อสื่อสารประกอบด้วยคำ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหรือการพูด
- Nonverbal เป็นการติดต่อสื่อสารที่ใช้ท่าทาง ทัศนคติ และอารมณ์ความรู้สึก หรือแม้แต่กิริยาอาการสัมผัส
ประเภทการติดต่อสื่อสาร แบ่งตามลักษณะการติดต่อสื่อสาร
- Formal เป็นการติดต่อสื่อสารแบบเป็นทางการ
- Informal เป็นการติดต่อสื่อสารแบบไม่เป็นทางการ เกิดขึ้นตามสถานการทั่วไป
อุปสรรคในการติดต่อสื่อสาร
- อุปสรรคจากคน และ สื่อที่ใช้
อุปสรรคจากองค์การและสื่อ
- บรรยากาศและสภาพแวดล้อมในสำนักงาน
- สื่อในการติดต่อสื่อสาร
- เวลา
- ระยะทาง
การติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
- จัดรูปแบบการติดต่อในสำนักงานให้ทันสมัย
- พัฒนาและปรับปรุงความชำนาญในการติดต่อสื่อสาร
- ลดกระแสต่อต้านเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการติดต่อสื่อสาร
- ลดอุปสรรคในการติดต่อสื่อสาร
- จัดทำประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสาร
เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร
- ความสามารถในการสร้าง เก็บ ปฏิบัติการ และสื่อสารทุกรูปแบบ
- ความเร็ว
- เทคโนโลยีใหม่ๆ
ผลกระทบของเทคโนโลยีในสำนักงาน
- ผลิตภาพและการจ้างงาน
- การกระจายและการรวมงาน
- ความได้เปรียบเชิงแข่งขัน และ ความเสี่ยง
- ข้อมูลข่าวสารมากเกินไป ทำให้เกิดผลกระทบต่อเวลา
- ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
- ความชำนาญงานที่ต้องการ
ระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสำนักงาน
ระบบเครือข่ายในทางคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีข้อมูล หมายถึง การสื่อสารข้อมูลหรือสารสนเทคระหว่างคอมพิวเตอร์ซึ่งมีใช้อยู่ในที่ต่างๆ กัน เช่น สำนักงาน ระหว่างองค์การต่างๆ
รูปแบบของระบบเครือข่าย
- เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ที่ใช้กันทั่วโลก
- อินทราเน็ต (Intranet) เป็นเครือข่ายที่ใช้ภายในองค์การหรือหน่วยงาน บุคคลภายในสามารถเข้าดูข้อมูลได้เท่านั้น
- เอ็กซ์ทราเน็ต (Extranet) เป็นเคือข่ายที่ใช้ภายในองค์การ แต่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้งานได้ มีลักษณะการเชื่อมต่อ 2 ประเภท
>> การเชื่อมต่อโดยตรง (Direct Link)
>> การเชื่อมต่อเครือข่ายเสมือน (Virtual Network)
วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
สรุปบทเรียนวิชา สำนักงานอัตโนมัติ ครั้งที่ 4 วันที่ 30 พ.ย. 53
การพัฒนาระบบสารสนเทศ
( Information System Development )
การพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นกระบวนการในการสร้างระบบสารสนเทศขึ้นมาเพื่อใช้แก้ไขปัญหา หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจ
( Information System Development )
การพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นกระบวนการในการสร้างระบบสารสนเทศขึ้นมาเพื่อใช้แก้ไขปัญหา หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจ
ภาพแสดงวงจรการพัฒนาระบบ ( System Development Life Cycle : SDLC )
จำไว้เสมอว่า
หาก SA (นักวิเคราะห์ระบบ) ถ้าไม่ใส่ใจในความต้องการของผู้ใช้แล้ว แต่มานั่งกำหนดระบบต่างๆ ขึ้นเอง งานที่ได้ก็จะไม่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ ทำให้เสียเวลาในการพัฒนาระบบขึ้นมาใหม่
ระยะเวลาของการพัฒนาระบบ
ระยะที่ 1 : Project Planning Phase
- เป็นกระบวนการพื้นฐานบนความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ทำไม (Why) ต้องสร้างระบบใหม่
- ทีมงานต้องพิจารณาว่าต้องดำเนินการต่อไปอย่างไรเกี่ยวกับกระบวนการสร้างระบบใหม่
- จุดกำเนินของงาน เกิดขึ้นมาจากผู้ใช้ระบบ (User)
- เนื่องจาก User
- เป็นผู้ที่คลุกคลีและปฏิบัติกับระบบโดยตรง มีความใกล้ชิดกับระบบงานที่ดำเนินอยู่มากที่สุด
- เมื่อ User มีความต้องการที่จะปรับปรุงระบบงานจึงถือเป็นจุดกำเนิดของ SA
- ทีมงานต้องพิจารณาว่าต้องดำเนินการต่อไปอย่างไรเกี่ยวกับกระบวนการสร้างระบบใหม่
- จุดกำเนินของงาน เกิดขึ้นมาจากผู้ใช้ระบบ (User)
- เนื่องจาก User
- เป็นผู้ที่คลุกคลีและปฏิบัติกับระบบโดยตรง มีความใกล้ชิดกับระบบงานที่ดำเนินอยู่มากที่สุด
- เมื่อ User มีความต้องการที่จะปรับปรุงระบบงานจึงถือเป็นจุดกำเนิดของ SA
หน้าที่ของ SA ในระยะที่ 1
- ต้องทำการศึกษาถึงขอบเขตปัญหาที่ผู้ใช้กำลังประสบ
- จะดำเนินการแก้ไขอย่างไร
- ระบบใหม่ที่จะพัฒนาขึ้นมานั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่
- มีความคุ้มค่าที่จะลงทุนหรือไม่
*** ระยะที่ 1 เป็นระยะที่มีเวลาค่อนข้างสั้นและจำกัด เป็นระยะเวลาที่มีความสำคัญมากที่สุด
SA ต้องมีความเข้าใจในปัญหาอย่างแท้จริง ไม่อย่างนั้นจะ
- ไม่สามารถตอบสนองผู้ใช้งานได้จริง
- สูญเสียเวลาและเงินทอง
- สูญเสียโอกาส
- สูญเสียเวลาและเงินทอง
- สูญเสียโอกาส
สรุึประยะของการวางแผนโครงการ
- กำหนดปัญหา
- ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ
- จัดทำตารางกำหนดเวลาของโครงการ
- จัดตั้งทีมงานของโครงการ
- ดำเนินการโครงการ
- ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ
- จัดทำตารางกำหนดเวลาของโครงการ
- จัดตั้งทีมงานของโครงการ
- ดำเนินการโครงการ
ระยะที่ 2 : Analysis Phase
- ต้องมีคำตอบเกี่ยวกับคำถามว่าใคร (Who) เป็นผู้ที่ใช้ระบบ
- มีอะไรบ้างที่ระบบต้องทำ (What)
- มีอะไรบ้างที่ระบบต้องทำ (What)
หน้าที่ของ SA ในระยะที่ 2 (ครั้งที่ 1)
- ต้องดำเนินการในขั้นตอนของการวิเคราะห์ระบบงานปัจจุบัน (Current System) เพื่อนำมาพัฒนาแนวความคิดสำหรับระบบงานใหม่ (New System)
วัตถุประสงค์หลักของระยะการวิเคราะห์ระบบ คือ
- ศึกษาและทำความเข้าใจในความต้องการต่าง ๆ ที่รวบรวมมาจาก User
- ดังนั้นการรวบรวมความต้องการ จึงจัดเป็นงานส่วนพื้นฐานของการวิเคราะห์
- ดังนั้นการรวบรวมความต้องการ จึงจัดเป็นงานส่วนพื้นฐานของการวิเคราะห์
SA สามารถรวบรวมความต้องการในด้านต่าง ๆ ได้ดังนี้
- การสัมภาษณ์
- การจัดทำแบบสอบถาม
- การอ่านเอกสารเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของระบบงาน
- ระเบียบกฏเกณฑ์ของบริษัท
หน้าที่ของ SA ในระยะที่ 2 (ครั้งที่ 2)
- นำข้อกำหนด (Requirement Specification) เหล่านั้นไปพัฒนาออกมาเป็นความต้องการของระบบงานใหม่โดยใช้เทคนิค
- การพัฒนาแบบจำลองกระบวนการ (Process Model : DFD) เพื่ออธิบายถึงกระบวนการที่ต้องทำในระบบว่ามีอะไรบ้าง
- การพัฒนาแบบจำลองข้อมูล (Data Model : ERD) เพื่ออธิบายถึงสารสนเทศที่ต้องจัดเก็บไว้สำหรับสนับสนุนกระบวนการต่าง ๆ
สรุประยะของการวิเคราะห์
- วิเคราะห์ระบบงานปัจจุบัน
- รวบรวมความต้องการในด้านต่าง ๆ และนำมาวิเคราะห์เพื่อสรุปเป็นข้อกำหนดที่ชัดเจน
- นำข้อกำหนดพัฒนาออกมาเป็นความต้องการของระบบงานใหม่
- สร้างแบบจำลองกระบวนการของระบบงานใหม่ DFD
- สร้างแบบจำลองข้อมูล ERD
- รวบรวมความต้องการในด้านต่าง ๆ และนำมาวิเคราะห์เพื่อสรุปเป็นข้อกำหนดที่ชัดเจน
- นำข้อกำหนดพัฒนาออกมาเป็นความต้องการของระบบงานใหม่
- สร้างแบบจำลองกระบวนการของระบบงานใหม่ DFD
- สร้างแบบจำลองข้อมูล ERD
ระยะที่ 3 : Design Phase
พิจารณาว่าระบบจะดำเนินการไปได้อย่างไร (How)
ตัดสินใจว่าจะพัฒนาระบบใหม่ด้วยแนวทางใด
ตัดสินใจว่าจะพัฒนาระบบใหม่ด้วยแนวทางใด
- พัฒนาขึ้นเอง ทำให้ได้โปรแกรมตรงตามความต้องการ แต่ถ้าผู้พัฒนาโปรแกรมมีความรู้ความสามารถไม่เพียงพอ ก็ต้องจัดให้มีการอบรม เรียนรู้เพิ่มเติม ทำให้เสียเวลา
- ซื้อโปรแกรมสำเร็จรูป ได้โปรแกรมมาใช้ได้เลยทันที แต่อาจจะไม่ตรงตามความต้องการขององค์กร
- ว่าจ้างบริษัทพัฒนาระบบ (Software House) อาจจะเกิดการต่อต้านจากบุคลากร มีราคาแพง หากบริษัทรับจ้างขาดจรรยาบรรณ ข้อมูลขององค์กรอาจรั่วไหล
- ซื้อโปรแกรมสำเร็จรูป ได้โปรแกรมมาใช้ได้เลยทันที แต่อาจจะไม่ตรงตามความต้องการขององค์กร
- ว่าจ้างบริษัทพัฒนาระบบ (Software House) อาจจะเกิดการต่อต้านจากบุคลากร มีราคาแพง หากบริษัทรับจ้างขาดจรรยาบรรณ ข้อมูลขององค์กรอาจรั่วไหล
การออกแบบจะข้องเกี่ยวกับ
- การออกแบบทางสถาปัตยกรรม (Architecture Design)
- Hardware
- Hardware
- Software
- Networking
- การออกแบบรายงาน (Output Design)
- การออกแบบจอภาพเพื่อปฏิสัมพันธ์ (User Interface)
- ฐานข้อมูล (Database)
- การออกแบบจอภาพเพื่อปฏิสัมพันธ์ (User Interface)
- ฐานข้อมูล (Database)
สรุประยะของการออกแบบ
- พิจารณาแนวทางในการพัฒนาระบบ
- ออกแบบสถาปัีตยกรรมระบบ
- ออกแบบฐานข้อมูล
- ออกแบบ Output
- ออกแบบ User Interface
- จัดทำต้นแบ ตุ๊กตา (Prototype)
- ออกแบบโปรแกรม
- ออกแบบสถาปัีตยกรรมระบบ
- ออกแบบฐานข้อมูล
- ออกแบบ Output
- ออกแบบ User Interface
- จัดทำต้นแบ ตุ๊กตา (Prototype)
- ออกแบบโปรแกรม
ระยะที่ 4 : Implementation Phase
- ระบบเกิดผลขึ้นมาด้วยการ
- ระบบเกิดผลขึ้นมาด้วยการ
- การสร้างระบบ
- การทดสอบระบบ
- การติดตั้งระบบ
วัตถุประสงค์หลักของระยะที่ 4
- ระบบมีความน่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพ
- ระบบสามารถทำงานได้ดีตรงตามความต้องการ
- User ต้องได้รับการฝึกอบรมการใช้ระบบ
- ผลตอบแทนทางกำไรขององค์กรในทางที่ดีขึ้น
- ระบบสามารถทำงานได้ดีตรงตามความต้องการ
- User ต้องได้รับการฝึกอบรมการใช้ระบบ
- ผลตอบแทนทางกำไรขององค์กรในทางที่ดีขึ้น
สรุประยะของการนำไปใช้
- สร้างระบบขึ้นมาด้วยการเขียนโปรแกรม
- ตรวจสอบความถูกต้องของโปรแกรม
- แปลงข้อมูล
- ติดตั้งระบบ จัดทำคู่มือ
- ฝึกอบรมผู้ใช้ และประเมินผลระบบใหม่
ระยะที่ 5 : Maintenance Phase
ระยะนี้ถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุด โดยเริ่มตั้งแต่ ระบบได้มีการติดตั้งเพื่อใช้งานแล้ว
สรุประยะของการบำรุงรักษา
- การบำรุงรักษาระบบ
- การเพิ่มเติมคุณสมบัติใหม่ ๆ เข้าไปในระบบ
- การสนับสนุนงานของผู้ใช้
System Development Methodology
Model
- Flowchart
- Data Flow Diagram
- Entities Relationship Diagram
- Gantt / PERT Chart
- Data Flow Diagram
- Entities Relationship Diagram
- Gantt / PERT Chart
Tool
- โปรแกรมจัดการโครงการ
- โปรแกรม / เครื่องมือช่วยวาด
- โปรแกรมประมวลผลคำ
- โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล
Techniques
- เทคนิคการสัมภาษณ์
- เทคนิคการสร้างแบบจำลองข้อมูล
- เทคนิคการวิเคราะห์ิเชิงโครงสร้าง
- เทคนิคการออกแบบเชิงโครงสร้าง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





















